พ่อขุนทะเลพระเครื่อง
.:: ยินดีต้อนรับเข้าเว็บไซต์ขุนทะเลพระเครื่อง ::.
พ่อขุนทะเลพระเครื่อง :: ดูกระทู้ - หลวงปู่ทอง (วัดราชโยธา)
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

หลวงปู่ทอง (วัดราชโยธา)

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    พ่อขุนทะเลพระเครื่อง หน้ากระดานข่าวหลัก -> แนะนำและบอกต่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
krod
ทวนพิฆาต
ทวนพิฆาต


เข้าร่วมเมื่อ: 07/08/2010
ตอบ: 10

Level:
HP:  
 %
MP:  
 %
EXP:  
 %
ตอบตอบ: 08/09/2010 1:04 pm    ชื่อกระทู้: หลวงปู่ทอง (วัดราชโยธา) ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ปาฏิหาริย์น้ำพุทธมนต์ (1) พระเกจิฯดัง"หลวงปู่ทอง"
วัดลาดบัวขาว หรือที่เรียกกันอย่างคุ้นว่าวัดราชโยธา กรุงเทพมหานคร ในอดีตสมัยที่หลวงปู่ทองเป็นเจ้าอาวาส ตั้งอยู่ในแวดวงของหมู่แขก มีบ้านแขกเรียงรายล้อมรอบอยู่ทั่วไปในบริเวณ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานกันว่าหลวงปู่ทองได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์
สร้างความดีจนบรรดาพวกแขกนับถือหลวงปู่ทองเป็นจำนวนมากกล่าวได้ทีเดียวว่าสมัยหลวงปู่ทองเป็นเจ้าอาวาสวัดราชโยธา
พวกแขกในย่านนั้นแทบทุกบ้านต่างก็พากันนับถือหลวงปู่ทอง

เรื่องเล่าถึง "ปาฏิหาริย์" หลวงปู่ทองเรื่องหนึ่ง เล่าสืบกันมาว่า

มีแขกคนหนึ่งเข้าไปตกปลาในวัด ด้วยปลาที่หน้าวัดและที่ในสระนั้นมีชุกชุมนัก แต่แกตกปลาตลอดทั้งคืนก็หาได้ปลาไม่
แม้บางครั้งเหมือนจะมีปลามาติด แต่พอวัดขึ้นมากลายเป็นใบไม้ บางครั้งก็ฮุบเหยื่อเหนี่ยวไปเหนี่ยวมา พอวัดจวนจะพ้นน้ำดิ้นไปมาจนน้ำกระจาย แต่พอพ้นน้ำขึ้นมากลับกลายเป็นใบไม้ไป ครั้งสุดท้ายคล้ายปลาจะกินเบ็ดจริงๆ แต่วัดเท่าไรก็ไม่ขึ้น
มันลากไปลากมาอยู่ในสระน้ำ ในใจก็คาดคิดว่าจะเป็นปลาตัวใหญ่ ด้วยบางทีลากเสียปลายคันเบ็ดจมลงน้ำไปด้วย
บางคราวก็ฉุดลากจนตัวแกเกือบคะมำลงน้ำ สุดท้ายเมื่อลากขึ้นมาพ้นน้ำได้กลับกลายเป็นหัวกะโหลก
ตกใจจนจับไข้อยู่หลายวันข่าวผีกินเบ็ดก็แพร่กระจายออกไปว่า หลวงปู่ทองใช้ผีเฝ้าปลาในสระวัด
ยามที่มีผู้คนล้มป่วย ซึ่งในสมัยนั้นการคมนาคมไม่สะดวก ห่างไกลจากสถานพยาบาล ทำให้มีผู้คนล้มตายกัน
ด้วยรักษาไม่ทันการ ชาวบ้านในละแวกวัดที่เป็นคนไทยพุทธล้วนต่างไปหาหลวงปู่ทอง ท่านก็เป่าเสกให้กินยา กินน้ำมนต์
พากันหายจากโรค ก็เป็นที่ร่ำลือกันว่าหลวงปู่ทองเป็นหมอวิเศษ
ปาฏิหาริย์น้ำพุทธมนต์ (2) พระเกจิฯดัง"หลวงปู่ทอง"
คราวหนึ่งโรคอหิวาต์ได้ระบาดในชุมชนหมู่บ้านแขก และไทยพุทธ รอบๆ วัดราชโยธา มีผู้คนล้มป่วยกันมากมาย ชาวไทยพุทธที่ไปหาหลวงปู่ทองรักษาให้ล้วนต่างหายจากโรคกัน เป็นที่ร่ำลือกันวันหนึ่งพวกแขกละแวกวัดหลายสิบคนต่างพากันไปหาหลวงปู่ทอง มีหญิงแขกคนหนึ่งอุ้มลูกที่ป่วยมาด้วย หลวงปู่ทองก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ได้ถามไถ่ว่ามีเหตุธุระอันใด
จึงมาหาท่านถึงวัด พวกแขกก็เล่าเรื่องราวให้ฟัง ท่านก็บอกให้เอาเด็กป่วยมาให้ท่านดู พอเห็นท่านก็ทราบว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นอะไรหลวงปู่ทองให้ลูกศิษย์ไปหยิบไพลมาให้หัวหนึ่ง เมื่อได้มาท่านก็เหลาปลายไพลให้พอแหลม
แล้วท่านก็จี้ลงไปที่ตัวเด็ก ทันทีที่จี้ถูกตัว เด็กร้องว่า "กลัวแล้วๆ ผมกลัวแล้ว"
หลวงปู่ทองก็ถามไป "เอ็งชื่ออะไร"
เสียงเด็กตอบว่า "ผมชื่อโดดครับ"
หลวงปู่ทองว่า "ใครใช้เอ็งมา"
เด็กตอบว่า "หมอสอนครับ"
หลวงปู่ทองถามต่อ "เองมาทำไม"
เด็กตอบกลับว่า "มาเอาชีวิตอ้ายหวังครับ"
หลวงปู่ทองถาม "อ้ายหวังมันทำอะไรให้"
เสียงเด็กตอบมาว่า "มันเยี่ยวรดหมอสอนครับ"
หลวงปู่ทองก็ว่า "หน็อยแน่เรื่องเพียงเท่านี้ถึงจะมาเอาชีวิตชีวาเชียวรึ เอ็งจะอยู่หรือจะไป ถ้าอยู่ข้าจะให้เฝ้าปลาในสระที่หน้าวัด"
เด็กคนนั้นนั่งก้มหน้าเฉย หลวงปู่ทองจึงเอาไพลจี้พร้อมสำทับไปว่า "ยังไง เอ็งจะอยู่หรือจะไป"
เด็กคนนั้นก็ว่า "ไม่อยู่ครับ หมอสอนแกสั่งให้รีบกลับเร็วๆ ครับ"
หลวงปู่ทองจึงเอากำหญ้าคาจุ่มน้ำมนต์ฟาดลงไปที่ตัวเด็ก
เสียงของผีร้ายในร่างเด็กก็ร้องว่า "ผมกลัวแล้วๆ ผมไปแล้วครับ"
หลวงปู่ทองก็เอาน้ำมนต์ซัดลงไปที่ร่างเด็กอีกครั้ง เด็กดิ้นล้มลงนอนเหยียดยาวแล้วเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง พอลืมตาก็ลุกขึ้นนั่งได้ตามปกติ หายราวปลิดทิ้ง แล้วท่านก็เอาด้ายสายสิญจน์มาผูกข้อมือให้
หลวงปู่ทองว่า ด้ายนี้เอาไว้ป้องกันมันจะเข้าอีกไม่ได้
แล้วก็เอาน้ำมนต์ให้พวกแขกไปคนละขวด พร้อมด้ายสายสิญจน์
ส่วนน้ำมนต์เอาไปอาบบ้าง กินบ้าง ประพรมบ้านบ้าง
น้ำมนต์นี้ป้องกันผีห่าได้
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พวกแขกเหล่านั้นก็เชื่อมั่นในตัวหลวงปู่ทอง
ต่างพากันนับถือ บางคนเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของ "น้ำมนต์"
หลวงปู่ทองด้วยตาของตนเอง บ้างก็ได้ยินคำร่ำลือคำบอกเล่า
บางครั้งพระพายเรือออกบิณฑบาตผ่าน
ทางหน้าบ้านของแขกเหล่านั้น พวกเขาจะกวักมือเรียกให้พระจอดเรือแล้วเอาข้าวของมาฝากให้หลวงปู่ทอง บางคราวก็นำมาให้ถึงวัด เขาบอกว่าเขาให้คนที่นับถือ คนที่ไม่เข้าใจก็คิดว่าแขกใส่บาตรพระ




ปาฏิหาริย์น้ำพุทธมนต์(จบ) พระเกจิฯดัง"หลวงปู่ทอง"
กล่าวสำหรับน้ำมนต์ ในหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ให้นิยามว่า "น้ำเสกเพื่ออาบเป็นมงคล" พจนานุกรมฉบับมติชน
ว่า น้ำมนต์, น้ำมนต์ คือ "น้ำที่เชื่อว่าเป็นมงคลที่ได้จากการสวด
หรือเสก ใช้อาบกินหรือประพรมเพื่อเป็นสิริมงคล"
อย่างไรก็ตาม น้ำมนต์โดยทั่วไป มีการใช้อยู่ 3 ประเภท คือ
1. ใช้เพื่อเป็นมงคล 2. ใช้เพื่อรักษาโรค 3. ใช้ระงับทุกข์ภัย
ใช้เพื่อเป็นมงคล ใช้ในการทำบุญทางศาสนา ที่เรียกว่า งานมงคล ปกติต้องจัดตั้งบาตรน้ำมนต์ หรือขันน้ำมนต์
ถ้าทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ตั้งบาตรทรายด้วย มีด้ายสายสิญจน์โยงจากองค์พระพุทธรูปที่ตั้งเป็นประธานในพิธี วงมาที่บาตรน้ำมนต์ พระสงฆ์ในพิธีทั้งหมดถือด้ายสายสิญจน์ขณะเจริญพระพุทธมนต์
พระสงฆ์ผู้เป็นสังฆเถระ จะหยดเทียนและดับเทียน
เมื่อถึงบทมนต์ที่กำหนดรู้ไว้ เสร็จพิธีนั้นแล้ว พระสงฆ์เถระจะประพรมน้ำมนต์ให้แก่เจ้าของงานและผู้มาร่วมงาน
ใช้เพื่อรักษาโรค โบราณนิยมทำเป็นประจำ
โดยเที่ยวไปนมัสการตักน้ำมนต์ในโบสถ์ตามวัดต่างๆ
นิยมว่า 7 วัด เอามารวมกันในหม้อน้ำมนต์ที่บ้านตั้งไว้หน้าที่บูชาพระ ใครเจ็บไข้ไม่สบายขึ้นมาก็ไปกราบขอน้ำมนต์กิน
โดยมากมักหายคนจึงนิยม และนิยมใช้น้ำมนต์รักษากันสารพัดโรคใช้เพื่อระงับทุกข์ ในธัมมปทัฏฐกถา ภาค 7 ปกิณกวรรค
เรื่องอตโนบุพกรรม ท่านเล่าว่า เกิดภัยใหญ่ 3 ประการ
เกิดขึ้นในกรุงไพสาลี แคว้นวัชชี คือ
1. ทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง
2. อมนุสสภัย อมนุษย์ให้โทษ
3. โรคภัย ภัยเกิดแต่โรคระบาด คนล้มตายมากทั่วเมือง
เจ้าลิจฉวีผู้ปกครองเมืองจัดการรักษาทุกทางก็ไม่ระงับ
ในที่สุดเห็นทางแก้ไขอยู่ทางเดียวว่า พุทธานุภาพเท่านั้นจะช่วยได้
จึงส่งคณะเจ้าลิจฉวีไปทูลเชิญเสด็จพระพุทธองค์
ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
พระพุทธองค์รับจะเสด็จกรุงไพสาลี โดยเสด็จทางเรือตามแม่น้ำคงคา พอพระพุทธองค์ย่างเข้าเขตแคว้นวัชชีฝนตกใหญ่ น้ำนอง
พอฝนหาย เมืองสะอาด พอเสด็จถึงกรุงไพสาลี
โปรดให้พระอานนท์รับเรียนรัตนสูตรให้เจ้าลิจฉวีถือบาตรน้ำมนต์
พระอานนท์บริกรรมรัตนปริต ประพรมน้ำมนต์ทั่วบริเวณกรุงไพสาลี
ในกำแพงเมืองทั้งสามชั้น รอบแล้วกลับมาเฝ้าพระพุทธองค์ ภัยทั้ง 3 ระงับทันที ประชาชนกลับเป็นปกติสุขตามเดิม
ในสารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวถึงน้ำมนต์ว่า
"น้ำมนต์นี้ ถ้าเสกด้วยพระพุทธมนต์ เรียกว่า น้ำพระพุทธมนต์ นิยมว่า ต้องพระเสก ถ้าเสกด้วยโองการตามลัทธิไสยศาสตร์
เรียกว่า เทพมนต์ หรือทิพย์มนต์อย่างที่พวกพราหมณ์ทำอยู่ที่โบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพฯ
น้ำมนต์นี้ เชื่อกันว่าสามารถระงับทุกข์ระงับภัยได้จริงๆ แต่จะแก้อะไร ก็มีคาถาสำหรับบริกรรม หรือเสกเฉพาะๆ
เช่น แก้เสนียดจัญไร ก็มีคาถาสำหรับเสกเฉพาะ แก้เสนียดจัญไร แก้ปวดศีรษะ แก้โรคตาแดง ก็มีคาถาเฉพาะสำหรับแก้โรคนั้นๆ
เป็นทุกข์ใจเพราะอะไร ก็มีคาถาบริกรรมเฉพาะ ทั้งนี้ก็เป็นอุปเท่ห์ของอาจารย์ผู้ทำน้ำมนต์ ต้องใช้น้ำสะอาดบริสุทธิ์
ใส่ภาชนะเฉพาะ เช่น ขันที่ทำเฉพาะ เรียกว่า หม้อบ้าง ครอบบ้าง กลตบ้าง ตามที่มี แต่ใช้บาตรดีที่สุด ในน้ำมนต์ ควรมีใบเงิน ใบทอง ใบส้มป่อย ผิวมะกรูด เวลาจะรด ควรมีใบมะตูมทัดหู แต่ทั้งนี้ ก็แล้วแต่อาจารย์ผู้รดจะทำให้ อย่างไรก็ต้องทำตามอาจารย์

น้ำมนต์นี้ที่จะขลังอาศัยเหตุประกอบ 3 ประการ คือ
1. พระอาจารย์ผู้ทำ ต้องใจบริสุทธิ์ มีสมาธิเป็นอัปนาแนบแน่น
มีวสีชำนาญการบริกรรม
2. ผู้รด ต้องมีความเชื่อมั่นไม่ลังเลสงสัย มั่นใจ
3. โรค หรือภัยนั้น อยู่ในวิสัยที่น้ำมนต์จะรักษาได้
หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา
(ตั้งอยู่บนถนนวงแหวนรอบนอกใกล้กับจุดตัดถนนมอเตอร์เวย์)
เป็นพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่ายุคก่อนสงคราม ท่านมีวิชาอาคมแก่กล้า โดยเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ภูวัดเงิน ตลิ่งชัน
และพระอาจารย์แสงวัดมณีชลขันธ์ ลพบุรีผู้เป็นอาจารย์ของสมเด็จพุทธาจารย์โต นอกจากนั้นท่านยังได้มีโอกาสศึกษาวิชาเพิ่มเติมกับสมเด็จโตอีกด้วย ส่วนเกจิอาจารย์ที่คุ้นเคยไปมาหาสู่กัน เช่น หลวงปู่ปั้นวัดเงิน ตลิ่งชัน หลวงพ่อปานวัดบางเ *** ้ย สมุทรปราการ หลวงปู่ศุขวัดมะขามเฒ่า ชัยนาท หลวงปู่ภูวัดอินทร์ กรุงเทพฯ และท่านเจ้ามาวัดสามปลื้ม กรุงเทพฯ
สำหรับลูกศิษย์ของท่านก็มี
หลวงปู่เผือกวัดกิ่งแก้ว สมุทรปราการ
หลวงปู่เหลือ วัดสาวชะโงก ฉะเชิงเทรา,
หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา,
หลวงปู่คง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม,
หลวงปู่จาด วัดบางกะเบา ปราจีนบุรี,
หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ,
หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขันธ์ นครศรีธรรมราช,
หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพระองค์ สมุทรสาคร,
หลวงพ่ออี๋ สัต *** บ,...
หลวงพ่อเพชรวัดสามปลื้ม กรุงเทพฯ
และศิษย์ที่เป็นฆราวาส เช่น อาจารย์แก้วคำวิบูลย์ อาจารย์แถว
และอาจารย์เจ็ก
ในสมัยก่อนหลวงปู่ทอง ท่านเป็นพระที่มีอาวุโสสูง
และทรงไว้ซึ่งวิทยาคมแก่กล้า
ดังนั้นไม่ว่าใครก็ล้วนมาขอเรียนวิชาต่างๆจากท่าน
หลวงปู่ทองมีอายุยืนยาวถึง 117 ปี
จึงมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อปี 2480
ท่านได้สร้างพระเครื่องไว้มากมายหลายรุ่นหลายพิมพ์มีทั้ง พิมพ์สมเด็จยันต์ข้าง พิมพ์ปิดตายันต์ข้าง พิมพ์แม่ธรณีบีบมวยผมยันต์ข้าง พิมพ์ปิดตาหลังยันต์อุเนื้อเมฆพัด เป็นต้น
สำหรับพระเครื่องวัตถุมงคลต่างๆ หลวงปู่ทองก็สร้างไว้พอสมควร
แต่ปัจจุบัน ไม่ค่อยได้เห็นกัน เพราะหายากมาก
คนรุ่นนั้นต่างเก็บไว้ใช้กันหมด ที่เราพอจะได้เห็นกันบ้างก็คือ
สมเด็จเขียวเหนียวจริง หรือพระสมเด็จกรุบึงพระยาสุเรนทร์
ซึ่งท่านสร้างและปลุกเสกให้
แม้แต่ตอนสงครามอินโดจีน พระยาพหลพลพยุหเสนา
อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ยังได้นิมนต์ท่านขึ้นเครื่องบิน ไปโปรยทรายเสก รอบวัดพระแก้ว และสนามหลวง รวมทั้งบริเวณใกล้เคียง
เพื่อให้คุ้มครอง มิให้เป็นอันตรายจากระเบิดของข้าศึก
และยังได้ขอร้องให้ท่านสร้างเสื้อยันต์เพื่อแจกทหารไปใช้ในสงคราม
ซึ่งเสื้อยันต์นี้มีกิตติศัพท์เลื่องลือกันมาก ว่าแคล้วคลาดยิงไม่ถูกหรือโดนยิงแล้วไม่เป็นอะไร บางคนโดนยิงล้มลง ก็ยังลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ จนได้รับฉายาว่า ทหารไทยเป็นทหารผี
ซึ่งตอนนั้น เสื้อยันต์ที่ท่านสร้าง จะจารเขียนด้วยดินสอดำ
ท่านเองทำให้ไม่ทัน จึงได้ขอให้พระอาจารย์อีก 5 ท่าน
มาร่วมสร้างด้วย คือ
1.หลวงปู่แช่ม วัดตาก้อง นครปฐม,
2.หลวงปู่คง วัดบางกะพ้อม,
3.หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา,
4.หลวงปู่จาด วัดบางกะเบา ปราจีนบุรี,
5.หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว สมุทรปราการ


หลวงปู่ทองท่านเป็นพระที่ความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง
ท่านมีอภิญญาปาฏิหาริย์มากมาย แม้แต่คนจะถ่ายรูปท่าน
ก็ยังถ่ายไม่ติดเลยครับ ทำให้ปัจจุบัน จึงไม่ค่อยมีรูปท่านให้เห็นกัน
จะมีที่เห็นก็เพียงรูปเดียวก็คือ รูปที่บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายร่วมกันไปอ้อนวอนขอถ่ายรูปท่าน ซึ่งเป็นรูปที่ท่านกำลังลงจากกุฏิไปฉันเพลเท่านั้นส่วนเนื้อหาก็มีทั้ง เนื้อดิน เนื้อผง ดินผสมผง และเมฆพัด พระเครื่องของท่านมีพุทธคุณสูงทางด้านเมตตาแคล้วคลาดและคงกระพัน ขนาดที่ว่าพี่น้องชาวมุสลิมที่อาศัยบริเวณใกล้เคียงวัดยังให้ความเคารพนับถือท่านอย่างสูงเลย



DSC00408-1.jpg
 คำจำกัดความ:
 ขนาดไฟล์:  536.8 กิโลไบต์
 เข้าชม:  3403 ครั้ง

DSC00408-1.jpg



DSC00407-1.jpg
 คำจำกัดความ:
 ขนาดไฟล์:  659.41 กิโลไบต์
 เข้าชม:  3403 ครั้ง

DSC00407-1.jpg


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
krod
ทวนพิฆาต
ทวนพิฆาต


เข้าร่วมเมื่อ: 07/08/2010
ตอบ: 10

Level:
HP:  
 %
MP:  
 %
EXP:  
 %
ตอบตอบ: 08/09/2010 1:10 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

รูปต่อคับ


DSC00395-1.jpg
 คำจำกัดความ:
 ขนาดไฟล์:  576.13 กิโลไบต์
 เข้าชม:  3392 ครั้ง

DSC00395-1.jpg



DSC00397-1.jpg
 คำจำกัดความ:
 ขนาดไฟล์:  429.28 กิโลไบต์
 เข้าชม:  3392 ครั้ง

DSC00397-1.jpg



DSC00412-1.jpg
 คำจำกัดความ:
 ขนาดไฟล์:  563.21 กิโลไบต์
 เข้าชม:  3392 ครั้ง

DSC00412-1.jpg


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    พ่อขุนทะเลพระเครื่อง หน้ากระดานข่าวหลัก -> แนะนำและบอกต่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
phpnuke.org Web Engineer Design